อาหารอัลคาไลน์
0 0
0 0
Read Time:5 Minute, 54 Second

ไดเอ็ทที่เหล่าเซเลบฮอลลีวูดซึ่งใส่ใจเรื่องสุขภาพต่างนิยมชมชอบ แล้วอาหารอัลคาไลน์ (Alkaline Diet) คืออะไรกันแน่ และเราจะสามารถได้รับประโยชน์จากมันได้จริงหรือเปล่า? เรารวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญมาบอกแล้ว

หลักการพื้นฐานของอาหารอัลคาไลน์

อาหารอัลคาไลน์

ดร.ดาริล จีออฟฟรี โค้ชด้านสุขภาพผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของสหรัฐฯ ให้อรรถาธิบายถึงไดเอ็ทที่เรียกว่า The Alkaline Diet หรืออาหารอัลคาไลน์ (การบริโภคอาหารที่เป็นด่าง) ว่า มันเป็นการให้พลังงานแก่ร่างกายด้วยอาหารที่เต็มไปด้วยความเป็นด่าง และลดการบริโภคอาหารที่เป็นกรด เพื่อสร้างความสมดุล และช่วยควบคุมระดับความเป็นกรด เพื่อที่ร่างกายจะได้ไม่ต้องทำหน้าที่ในการควบคุมกรดทั้งหมดด้วยตัวเอง

การจะเข้าใจหลักการนี้ เราต้องย้อนกลับไปที่หลักการพื้นฐานของเคมีเกี่ยวกับระดับกรดด่างหรือ pH ในร่างกายซะก่อน ตามปกติ ค่า pH 0 คือเป็นกรด ขณะที่ค่า pH 14 คือเป็นด่าง ค่า pH ที่เป็นกลางก็คือ 7 ซึ่งระดับของกรดด่างนี้แตกต่างกันในทุกส่วนของร่างกาย เลือดของเราจะเป็นด่างเล็กน้อยด้วยค่า pH ระหว่าง 7.35-7.45 กระเพาะจะเป็นกรดมากกว่านั่นคือค่า pH 3.5 หรือต่ำกว่านั้น เพื่อที่มันจะได้สามารถย่อยสลายอาหารได้ และปัสสาวะของเราสามารถเปลี่ยนค่ากรดด่างไปได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกิน ซึ่งนั่นคือวิธีการที่ร่างกายของเรารักษาระดับของกรดด่างให้คงที่

ตรงนี้เองที่ทำให้ ดร.จีออฟฟรีบอกได้ว่า ถ้าเรากินแต่อาหารที่เป็นกรดเข้าไปในร่างกายตลอดวัน ร่างกายก็จะต้องทำงานมากขึ้นเพื่อรักษาระดับกรดด่างให้สมดุล ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสียพลังงาน และส่งผลต่อความสามารถของร่างกายในการเยียวยาตัวเอง

ดังนั้น เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย เราต้องกินอาหารที่เป็นกรดน้อยลง และกินอาหารที่เป็นด่างมากขึ้น

เมื่อกรดปะทะด่าง

อาหารอัลคาไลน์

แล้วอาหารอะไรที่เป็นด่างล่ะ? จากข้อมูลของ ดร.จิออฟฟรีก็คือ ผลไม้และผักส่วนใหญ่มีความเป็นด่างตามธรรมชาติ แม้แต่สิ่งที่คุณอาจจะคิดว่าเป็นกรด อย่างเช่น มะนาว มะกรูด ส้มโอและมะเขือเทศ อาหารเหล่านี้มีความเป็นกรดจนกระทั่งถูกบริโภคเข้าไป จากนั้น ก็จะถูกเผาผลาญกลายเป็นรูปแบบที่เป็นด่างอย่างมากให้แก่ร่างกาย เพราะส่วนประกอบของผักผลไม้ที่มีแร่ธาตุสูงและน้ำตาลต่ำ

ในทางกลับกัน บางสิ่งที่คุณอาจจะไม่คาดว่าเป็นกรด อย่างเช่น ขนมปัง ผลิตภัณฑ์นม พาสต้าและเนื้อ กลับเต็มไปด้วยกรดที่เป็นอันตรายและสร้างความเสียหาย

แต่ถึงแม้หลักการของไดเอ็ทชนิดนี้จะเชื่อในความเป็นด่าง แต่ดร.จีออฟฟรีบอกว่าการมีสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องของการงดเว้นอะไรโดยสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องของการเดินสายกลาง ดังนั้น การควบคุมอาหารชนิดนี้จึงเน้นที่สัดส่วนของการบริโภคที่สมดุล นั่นคือหลักการ 80/20 หรือการกินอาหารในแต่ละวันที่ประกอบไปด้วยอาหารที่เป็นด่าง 80% และอาหารที่เป็นกรด 20%

“พยายามกินอาหารจำพวกผัก ข้าวไม่ชัดสี ถั่วชนิดต่างๆ ธัญพืช ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ และผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำเป็นหลัก” ดร.จีออฟฟรีบอกเช่นนั้น “และจำกัดการบริโภคกาแฟ แอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากนม และเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นอาหารที่ความเป็นกรดสูง”

ผลไม้ที่เป็นด่างที่ดีที่สุดปก็อย่างเช่นมะนาว มะกูรด ส้มโอ อะโวคาโด มะพร้าว และทับทิม  ผักที่เป็นด่างที่ดีที่สุด ก็อย่างเช่นมะเขือเทศ พริกหยวกแดง แตงกวา ขึ้นฉ่าย กะหล่ำปลี และบล็อกโคลี่ พยายามจำกัดการบริโภคผลไม้ที่เป็นกรดมากกว่า อย่างแอปเปิล กล้วย องุ่น ส้ม สตรอว์เบอร์รี่ มะม่วง สัปปะรดและผลไม้แห้งทุกชนิด

ฉะนั้น ที่เราเคยได้ยินมาว่าซูเปอร์โมเดล จีเซลล์ บุนด์เชน ไม่กินมันฝรั่ง ก็เพราะมันเป็นพืชที่ดร.จีออฟฟรีบอกว่ามีความเป็นกรดสูงนั่นเอง

กินแบบนี้..ดียังไง

ดร.จิออฟฟรีเน้นว่า การกินแบบเป็นด่างเป็นประโยชน์ต่อทุกด้านของสุขภาพ ถึงแม้ว่าการกินอาหารแบบอัลคาไลน์จะไม่สามารถเปลี่ยนสภาพความเป็นกรดของเลือดได้ เนื่องจากร่างกายจะทำหน้าที่ในการรักษาระดับ pH ของเลือดให้สม่ำเสมอเอง โดยการกินอาหารอะไรก็ตามไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของดร.จีออฟฟรีนั้น จุดมุ่งหมายการกินอาหารแบบอัลคาไลน์ไม่ใช่การเปลี่ยนความเป็นกรด แต่เพื่อทำให้กระบวนการสร้างสมดุลระหว่างกรดและด่างง่ายขึ้นสำหรับร่างกาย ด้วยการให้แร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างความเป็นกลางให้กรด อย่างเช่นแคลเซียม แมกนีเซียม โปแตสเซียม และโซเดียม ไบคาร์บอเนต เพื่อว่าร่างกายจะได้ไม่ต้องต่อสู้กับความเป็นกรดด้วยตัวเอง 

และเมื่อร่างกายไม่ต้องสูญเสียพลังงานจำนวนมากไปกับการต่อสู้ความเป็นกรด ร่างกายจะสามารถเยียวยาตัวเองได้ แทนที่จะเกิดปฏิกิริยาต่อกรด ซึ่งนำไปสู่ปัญหาหลายอย่าง เช่น น้ำหนักเกิน มีปัญหาผิว หรือพลังงานต่ำ และผลที่ได้ก็คือ สุขภาพโดยรรวมที่ดีขึ้น เช่น ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น มีสมาธิดีขึ้น นอนหลับสนิทขึ้น การย่อยอาหารดีขึ้น ผิวเปล่งปลั่งขึ้น และไขมันจะละลายออกไปจากร่างกายอย่างแท้จริง

ยังมีการศึกษาบางชิ้นที่พบว่า สภาพแวดล้อมที่เป็นด่างอาจทำให้ยาคีโมบางอย่าง มีประสิทธิภาพมากกว่า หรือเป็นพิษน้อยลง แต่มันยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าอาหารแบบเป็นด่างสามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้ ถ้าคุณเป็นมะเร็ง ควรปรึกษาแพท์ก่อนในเรื่องโภชนาการที่จำเป็นต่อคุณ ก่อนจะเริ่มการกินอาหารแบบไหนก็ตาม

แล้วเราล่ะ..จะกินหรือไม่กินดี

อาหารอัลคาไลน์

อาหารที่คุณควรกินตามหลักการไดเอ็ทแบบนี้ เช่น การเลือกกินผักและผลไม้ แทนอาหารแคลอรี่สูงและไขมันสูง งดอาหารสำเร็จรูปที่ส่วนใหญ่มักจะมีโซเดียมสูง หลีกเลี่ยงน้ำตาล แอลกอฮอล์ และอาหารผ่านกระบวนการ ถือเป็นการกินที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในเรื่องการลดความดันโลหิตและคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อการเป็นโรคหัวใจ และช่วยในการลดน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพได้ ซึ่งการมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวานและโรคข้อเสื่อม

อย่างไรก็ตามปัญหาของการกินอาหารแบบนี้ก็คือ การมีข้อจำกัดสูง เพราะขณะที่โปรแกรมไดเอ็ทบางอย่าง อาจอนุโลมให้กินอาหารบางอย่างที่คนโปรดปรานกันได้บ้าง แต่ตามโปรแกรมนี้จะถูกห้ามเด็ดขาด โปรตีนก็จำกัดอยู่เฉพาะแหล่งที่มาจากพืช เช่น ถั่วเหลืองและเต้าหู้ ซึ่งหมายความว่า คุณจะต้องแน่ใจว่าได้รับโปรตีนและแคลเซียมอย่างเพียงพอ ซึ่งอาจหมายถึงการต้องกินอาหารเสริมบางอย่าง 

อย่างไรก็ตาม ตามคำกล่าวของดร.จีออฟฟรีก็คือ เราไม่จำเป็นต้องตัดอาหารที่เป็นกรดออกไปทั้งหมด แต่เป็นการกินแบบ 80/20 คือกินอาหารที่เป็นด่างมากกว่า โดยไม่ได้งดอาหารที่เป็นกรดโดยสิ้นเชิง การกินอาหารแบบนี้ก็น่าจะทำตามได้ง่ายขึ้น

การกินอาหารอะไรก็ตามที่ทำให้ตัวเองต้องอดอยาก มักจะลงเอยด้วยความล้มเหลวเสมอ ฉะนั้น การหยิบเอาหลักการดีๆ ของการกินอาหารบางอย่างมาใช้ อย่างเช่นการกินอาหารแบบที่เน้นความเป็นด่างนี้ และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเรา ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับคำตอบในเรื่องสุขภาพและการรักษาน้ำหนักตัวอย่างที่คุณต้องการ

จำไว้ว่าทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อด้อย ก่อนจะกระโจนเข้าสู่อะไร ทำความรู้จักกับมันให้รอบด้าน และยึดหลักทางสายกลางเอาไว้เป็นดีที่สุดนะคะ

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %

Average Rating

5 Star
0%
4 Star
0%
3 Star
0%
2 Star
0%
1 Star
0%

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *