กินของหวาน

ความหวานในอาหารและเครื่องดื่มช่วยให้เราอารมณ์ดีได้ และด้วยเทคนิคกินของหวานเหล่านี้ คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าน้ำหนักจะพุ่งปรี๊ดอีกต่อไป

การกินของหวานเป็นสิ่งที่ทำให้เราอารมณ์ดีและมีความสุข แต่ถ้าเผลอกินไปแบบไม่มีสติ ปัญหาใหญ่ที่ตามมาก็คือน้ำหนัก แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นฝันร้ายของคุณสาวๆ ไปอีกหลายเดือน แต่อย่าเพิ่งถอดใจเลย เรามีวิธีเติมความหวาน ตามใจปากด้วยของหวานเล็กๆ น้อยๆ แบบไม่ให้น้ำหนักพุ่งปรี๊ดมาฝาก

กินของหวานแบบนี้น้ำหนักไม่ขึ้นแน่

1 กินแบบจำกัดแคลอรี่ 

กินของหวาน

การนับแคลอรี่คือการกินให้พอเหมาะกับอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานของแต่ละคน ซึ่งจะมีการเผาพลาญแคลอรี่มาใช้เป็นพลังงานไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยผู้ชายจะอยู่ที่ 1,800-2,500 กิโลแคลอรี่ ส่วนผู้หญิงโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1,500-2,000 กิโลแคลอรี่ และหากต้องการจะลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม จะต้องเผาพลาญพลังงานที่ร่างกายสะสมไว้ถึง 7,700 กิโลแคลอรี่ ดังนั้น จึงควรคำนวนแคลอรี่ให้เหมาะสมกับการนำไปใช้ของร่างกายในแต่ละวัน

2 แบ่งกันกิน 

กินของหวาน

เราสามารถกินขนมหวานได้ แต่ไม่ใช่กินแบบไม่บันยะบันยัง การกินขนมแบบนั้นน้ำหนักจะพุ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ดังนั้น จึงควรทานแบบพอดี โดยกินเพียง 1 ใน 4 ส่วนของทั้งหมด หรืออาจสั่งมาแชร์กันกับเพื่อนหรือแฟน ก็ทำให้สามารถลดปริมาณการกินขนมหวานลงได้

3 ค่อยๆ ลิ้มรสชาติ

กินของหวาน

การกินอาหารน้อยกว่า 20-30 นาที จะนำไปสู่การกินอาหารที่มากเกินไป ดังนั้น เวลากินขนมหวานให้คุณค่อยๆ กินทีละนิด ค่อยๆ เคี้ยวในแต่ละคำ ลิ้มรสชาติของขนมอย่างเต็มที่ นอกจากจะทำให้กินอาหารได้น้อยลงแล้ว ยังทำให้ได้รับลิ้มรสชาติแสนอร่อยของขนมมากขึ้นด้วย

4 ลดอาหารในมื้อต่อไป 

กินของหวาน

ในเมื่อมื้อนี้เรากินหนักแล้ว มื้อต่อไปก็ควรกินอาหารให้น้อยลง เนื่องจากขนมจะให้ปริมาณแคลอรี่สูง เราจึงควรวางแผนในการกินถึงมื้อต่อไปด้วย อาจทำได้โดยลดข้าวลงไปสักครึ่งหนึ่ง หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นแกงกะทิ อาหารที่มีไขมัน อาจเปลี่ยนเป็นแกงจืด หรือน้ำพริก ผักต้ม และควรรับประทานผักให้มากขึ้น เพราะใยอาหารในผักจะไปจับกับไขมัน รวมถึงผลไม้ที่ไม่อ้วน เช่น แอปเปิ้ล มะละกอ ฝรั่ง

5 ห้ามอดอาหารเด็ดขาด

กินของหวาน

เราเพียงบอกให้คุณลดอาหารในมื้อต่อไปเท่านั้น ไม่ใช่การอดอาหาร ขอย้ำว่าห้ามอดอาหาร หรือข้ามมื้ออาหารโดยเด็ดขาด ถ้าคุณอดอาหาร หรือข้ามมื้ออาหาร ร่างกายของคุณจะทำงานช้าลง ไม่นำพลังงานไปใช้ตามปกติ เพื่อรักษาพลังงานเอาไว้ นอกจากนั้นยังส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ทำให้ในมื้อต่อไปคุณจะกินมากขึ้นเพื่อชดเชยพลังงานที่ขาดหายไป

6 เลือกดาร์กช็อกโกแลต

กินของหวาน

สาวๆ คนไหนที่เป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ หรืออยากฉลองวาเลนไทน์ด้วยช็อกโกแลตอร่อยๆ ขอแนะนำให้เลือกดาร์กช็อกโกแลต ที่มีน้ำตาลไม่เกิน 40% ควรหลีกเลี่ยงช็อกโกแลตผสมต่างๆ เช่น ช็อกโกแลตนม เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลต คุ้กกี้ช็อกโกแลต หรือแม้กระทั่งไวท์ช็อกโกแลต เวลากินควรกินช้าๆ ให้ช็อกโกแลตค่อยๆ ละลายในปาก จะช่วยให้ได้รับรสชาติช็อกโกแลตได้มากกว่า ทำให้ฮอร์โมนเอนโดฟินและเซเรโทนิน ฮอร์โมนแห่งความสุขหลั่งออกมาได้มากกว่าด้วย

7 เปลี่ยนเครื่องดื่มซะ

กินของหวาน

เปลี่ยนเครื่องดื่มที่ทานคู่กับขนมหวานเป็นแบบที่ไม่ใส่น้ำตาล แทนที่จะเป็นกาแฟ ชาเขียวรสหวาน ช็อกโกแลตเย็น หรือน้ำอัดลม เพราะเครื่องดื่มพวกนั้นมีน้ำตาลสูง เมื่อกินกับขนมหวานด้วยแล้วจะยิ่งทำให้น้ำหนักขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว ให้เปลี่ยนเป็นชาไม่ใส่น้ำตาล เนื่องจากชานั้นสามารถช่วยสลายไขมัน ลดคอลเรสเตอรอล แถมยังตัดความเลี่ยนของขนมหวานได้ด้วย

8 ทำขนมหวานกินเอง

กินของหวาน

ขนมหวานที่ขายตามร้านมักดูน่ากินมาก แต่แคลอรี่ก็สูงมากด้วย ลองทำขนมหวานแคลอรี่เบาๆ กินเอง โดยให้เลือกส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นหลัก อาจนำผลไม่ที่ไม่อ้วนอย่างสตอร์เบอร์รี่ แอปเปิ้ล องุ่น มาจุ่มดาร์กชอกโกแลต นำโยเกิร์ตไขมันต่ำปั่นกับน้ำผึ่งและเบอร์รี่เป็นสมูทตี้อร่อยๆ สักแก้ว หรือจะเลือกพุดดิ้งรสชาติที่คุณชอบมา ¼ ถ้วย ใส่นมพร่องมันเนยและตกแต่งด้วยผลเบอร์รี่ แค่นี้คุณก็ได้ขนมหวานสำหรับวันพิเศษและคนพิเศษแบบไม่อ้วนแล้ว

9 กินอย่างจริงจัง

กินของหวาน

ไม่ได้หมายความว่าให้คุณกินขนมหวานจนอิ่ม หรือกินแทนอาหารจานหลัก เพราะขนมหวานมีแคลอรี่สูง แต่กินแล้วไม่ได้ทำให้คุณอิ่มเท่ากับการกินข้าว เนื้อสัตว์ หรืออาหารจานหลักอื่นๆ กินไปไม่นานท้องก็จะร้องประท้วงขึ้นมาอีก แต่การกินอย่างจริงจัง คือเมื่อคุณคิดว่าจะกินขนมหวาน ก็ควรกินอย่างมีสติ ไม่ควรกินในขณะที่หงุดหงิด กำลังยุ่ง หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นอยู่ เช่น กินพร้อมกับการดูหนัง อ่านหนังสือ กินหน้าคอมพิวเตอร์ หรือถ้าต้องนั่งเมาท์กับเพื่อนไปด้วย ก็ควรกินขนมตามปริมาณที่คุณกำหนดไว้ให้หมดทีเดียว ไม่ควรกินไปเม้าท์ไป เพราะการทำกิจกรรมอย่างอื่นร่วมไปด้วย จะทำให้คุณกินขนมหวานเพิ่มขึ้นถึง 15% เลยทีเดียว

10 ออกกำลังกายชดเชย

กินของหวาน

เมื่อกินขนมเข้าไปแล้วก็ต้องเผาผลาญออกซะบ้างด้วยการออกกำลัง แต่การออกกำลังกายควรทำอย่างถูกวิธีด้วยนะ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ไม่ต่ำกว่า 30 นาทีอย่างต่อเนื่องไปจนถึง 60 นาที เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันไปใช้ ไม่อย่างนั้นร่างกายจะใช้เพียงน้ำตาลเท่านั้น ไขมันก็จะยังอยู่ในร่างกายของคุณต่อไป ส่วนวิธีการออกกำลังกายก็สามารถเลือกได้ตามความชอบ เช่น การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเข้าคลาสแอโรบิก สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย ให้ค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องคำนึงถึงความสามารถของร่างกายด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นอาจเกิดการบาดเจ็บได้

ขนมอะไรมีแคลอรี่เท่าไรนะ

กินของหวาน
  • ขนมปังอบกรอบ 4 แผ่นเล็ก 80 กิโลแคลอรี่
  • คัสตาร์ดน้ำตาลไหม้ 1 ชิ้น 230 กิโลแคลอรี่
  • คุ้กกี้เนย 2 ชิ้น 210 กิโลแคลอรี่
  • ช็อคโกแลต 1 ชิ้นพอคำ 170 กิโลแคลอรี่
  • ช็อคโกแลตเย็น 1 แก้ว 120 กิโลแคลอรี่
  • น้ำส้มคั้น 1 แก้ว 90 กิโลแคลอรี่
  • บราวนี่ 1 ชิ้น 340 กิโลแคลอรี่
  • บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก 1 ชิ้น 285 กิโลแคลอรี่
  • ฟรุตสลัด 1 ถ้วย 180 กิโลแคลอรี่
  • เค้กช็อคโกแลต 1 ชิ้น 275 กิโลแคลอรี่
  • ไอศกรีมสตรอเบอรี่ 1 ก้อน 110 กิโลแคลอรี่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *